product
    813  ครั้ง 16-10-2017

ทัวร์โมร็อคโค แกรนด์โมร็อคโค (MC990312FZ) - UT

โปรแกรม : 12 วัน 9 คืน  

เดินทาง : พฤศจิกายน - ธันวาคม 2560  

ราคาไป-กลับ เริ่มต้น (ต่อ 1 ท่าน เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด)

฿ 82,900

- บินเข้า-ออก คาซาบลังก้า โดยสายการบิน Etihad Airways
- เส้นทางท่องที่ยวเป็นวงกลม เที่ยวครบเมืองสวย ชมธรรมชาติอันหลากหลาย ไม่วนรถไปมา
- ชมเมืองสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งโมรอคโค ณ เมืองราบัต
- สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งโมรอคโค ที่บ้านเรือนที่ทาทาบด้วยสีฟ้าขาว “ เชฟ ชาอูน “
- ตื่นตากับเมืองเฟส เมืองหลวงเก่าในศ.ต. ที่ 8 ที่ได้ชื่อว่าเมืองที่มีตรอกมากที่สุดในโลกถึง 9,400 ตรอก
- มาราเกช (Marakesh) หรือ เมืองสีชมพู  ที่มีจตุรัสอันเป็นกลิ่นอายอาหรับในสมัยโบราณที่ยังคงอยู่
- นั่งรถ 4 WD ตะลุยทะเลทรายซาฮาร่า สู่เมอร์ซูก้า Merzouga
- ชมป้อมปราการ Skala de laville  แห่งเมืองเอซาเวร่า เมืองมรดกโลกริมขอบมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีเสน่ห์อย่างเป็นเอกลักษณ์
- ชมเมืองเอลจาดีด้า เดิมชื่อ มาซากัน (Mazagan) เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนอ่าวชายฝั่งทะเลแอตแลนติค
- พักค้างคืนและนอนดูดาวในทะเลทรายซาฮาร่า
- ขี่อูฐ เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า ในทะเลทรายซาฮาร่า


ดาวน์โหลดโปรแกรม

สายการบิน : ETihad Airways
วันเดินทางไป-กลับ Group ผู้ใหญ่ เด็กมีเตียง เด็กไม่มีเตียง INF พักเดี่ยว Visa
เต็ม
4 พ.ย. 2560 - 15 พ.ย. 2560 25 82,900.- 80,500.- 80,500.- 0.- 14,500.- -
เต็ม
18 พ.ย. 2560 - 29 พ.ย. 2560 25 82,900.- 80,500.- 80,500.- 0.- 14,500.- -
เต็ม
2 ธ.ค. 2560 - 13 ธ.ค. 2560
*วันรัฐธรรมนูญ
25 82,900.- 80,500.- 80,500.- 0.- 14,500.- -
เต็ม
23 ธ.ค. 2560 - 3 ม.ค. 2561
*วันปีใหม่
25 88,900.- 86,500.- 86,500.- 0.- 16,500.- -

อัตรานี้รวม

J ค่าตั๋วเครื่องบิน (กรุ๊ป) ชั้นประหยัด  โดยสารการบินอิทิฮัด แอร์เวย์ส (EY)

J โรงแรม ที่พัก ระดับ 4 – 5 ดาว  จำนวน 7 คืน พร้อมอาหารเช้าบุฟเฟต์

J ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ ตามรายการที่ระบุ

J ค่ารถโค้ช แอร์ ในการนำเที่ยวตามรายการ

J บริการไกด์จากประเทศโมรอคโค  ภาษาอังกฤษ และหัวหน้าทัวร์คนไทยผู้ชำนาญเส้นทาง กรณีกรุ๊ป 20 ท่านขึ้นไป

J ค่าประกันการเดินทาง คุ้มครองอุบัติเหตุ 2,000,000 บาท  ค่ารักษาพยาบาล 500,000 บาท ( สำหรับอายุ 70 ปีขึ้นไป คุ้มครอง 50%)

J ค่าอาหารตามที่ระบุในรายการ และน้ำดื่มระหว่างทัวร์ วันละ  3  ขวด

J ค่าวีซ่าประเทศโมรอคโค

J ค่ารถ 4X4 (4WD) สู่ทะเลทรายซาฮาร่า

K ค่าขี่อูฐ ท่านละ 1 ตัว ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า (หากท่านไม่ประสงค์จะขี่อูฐ ไม่สามารถคืนเงินได้)

อัตรานี้ไม่รวม

K ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอาทิ ค่าซักรีด, โทรศัพท์-แฟกซ์, เครื่องดื่มมินิบาร์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่ได้ระบุในรายการ

K ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น – คนขับรถบัส – คนขับรถ 4WD – คนจูงอูฐ – หัวหน้าทัวร์คนไทย รวมทั้งหมด 96 USD ต่อท่าน

K ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%  ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3 %

 

เงื่อนไขการสำรองที่นั่ง และ การชำระเงิน

  1. กรุณาจองล่วงหน้าอย่างน้อย 45 วันก่อนการเดินทาง พร้อมชำระเงินจองงวดแรก  30,000 บาท / ท่าน และส่งมอบเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าตามที่กำหนด

 (กรณีเป็นชาวต่างชาติ อาจจะต้องใช้เวลาในการยื่นขอวีซ่านานกว่าปกติ ประมาณ 1 เดือน)

  1. ส่วนที่เหลือชำระทันทีก่อนการออกตั๋ว 45 วันก่อนการเดินทาง เนื่องจากจะต้องใช้ในการออกตั๋วเครื่องบินและเอกสารต่างๆ เพื่อยืนยันการเดินทาง ในการประกอบการพิจารณาวีซ่าของทางสถานทูต

***** เมื่อท่านจองทัวร์ และ ชำระมัดจำแล้ว หมายถึงท่านยอมรับในข้อความและเงื่อนไขที่บริษัทฯแจ้งแล้ว *****

 

กรณียกเลิก
ยกเลิก 45 วัน         (สงกรานต์-ปีใหม่ 60 วัน)         ก่อนการเดินทาง       ไม่เก็บค่าใช้จ่าย (หากไม่ได้มีการยื่นวีซ่าล่วงหน้า)

ยกเลิก 30-44 วัน     (สงกรานต์-ปีใหม่ 45-59 วัน)     ก่อนการเดินทาง       หักค่ามัดจำ 50,000 บาท + ค่าวีซ่า (ถ้ามี)   

ยกเลิก 26-30 วัน     (สงกรานต์-ปีใหม่ 41-44 วัน)     ก่อนการเดินทาง       หัก 50 %  ของราคาทัวร์ + ค่าวีซ่า (ถ้ามี)                 
ยกเลิก  1- 25 วัน    (สงกรานต์-ปีใหม่ 40 วัน)         ก่อนการเดินทาง       บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินค่าทัวร์เต็มจำนวน 100%

***ผู้เดินทางที่ไม่สามารถเข้า-ออกเมืองได้ เนื่องจากการยื่นเอกสารปลอม หักค่าใช้จ่าย 100% ***

***หากมีการยกเลิกการจองทัวร์ หลังได้ทำการยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการนำเล่มพาสปอร์ตไปยกเลิกวีซ่าในทุกกรณี ไม่ว่าค่าใช้จ่ายในการยื่นวีซ่าจะรวมหรือแยกจากรายการทัวร์ก็ตาม***

หมายเหตุ

1.บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการเดินทางในกรณีที่มีผู้เดินทาง ต่ำกว่า 15 ท่าน โดยจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 20 วัน ก่อนการเดินทาง

 2.บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายการ หรือเปลี่ยนแปลงราคาได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะของสายการบิน, โรงแรมที่พัก, ภูมิอากาศ, ภัยธรรมชาติ, การก่อการร้าย, การนัดหยุดงาน ฯลฯ

3. เมื่อเกิดเหตุจำเป็นสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้ ในกรณีที่สูญหาย สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บที่นอกเหนือความรับผิดชอบของหัวหน้าทัวร์และเหตุสุดวิสัยบางประการ เช่น การนัดหยุดงาน ภัยธรรมชาติ การจลาจล ต่างๆ ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ ที่จะไม่รับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น

4..เนื่องจากรายการทัวร์นี้เป็นแบบเหมาจ่ายเบ็ดเสร็จ หากท่านสละสิทธิ์การใช้บริการใดๆตามรายการ หรือ ถูกปฏิเสธการเข้าประเทศไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินในทุกกรณี

5. ในกรณีที่ท่านจะใช้หนังสือเดินทางราชการ (เล่มสีน้ำเงิน) เดินทางกับคณะ  บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบ หากท่านถูกปฎิเสธการเข้าหรือออกนอกประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะโดยปกตินักท่องเที่ยวใช้หนังสือเดินทางบุคคลธรรมดา เล่มสีเลือดหมู

6. กรณียกเลิกการเดินทางภายหลังจากได้วีซ่าแล้ว ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการแจ้งสถานทูตฯเพื่อให้อยู่ในดุลพินิจของสถานฑูตฯ เรื่องวีซ่าของท่าน เนื่องจากการขอวีซ่าในแต่ละประเทศจะถูกบันทึกไว้เป็นสถิติในนามของบริษัทฯ เมื่อท่านได้ชำระเงินมัดจำหรือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านตัวแทนของบริษัทฯ หรือชำระโดยตรงกับทางบริษัทฯ ทางบริษัทฯ จะขอถือว่าท่านรับทราบและยอมรับในเงื่อนไขต่างๆของเอกสารวีซ่า

7. หากสายการบินมีการยกเลิกเที่ยวบินหรือหากมีเหตุการณ์ประการใดที่เกิดขึ้นจากสายการบินทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์หน้างานที่เกิดขึ้นจริง

**หมายเหตุ ** กำหนดการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เพื่อความเหมาะสม ทั้งนี้ทางบริษัทฯ จะยึดถือความปลอดภัยเป็นหลัก และรายการ-ราคาทัวร์ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับสายการบินโดยจะยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

รายละเอียดโปรแกรมเดินทาง

เวลา กรุงเทพฯ (Bangkok) – อาบู ดาบี (Abu Dhabi)
17:00 น. คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประตู 8 เคาน์เตอร์ Q สายการบินเอทิฮัด แอร์เวย์ (EY) โดยมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก
20:35 น. ออกเดินทางสู่ อาบูดาบี (Abu Dhabi)  โดยสายการบินอิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่  EY 401 BKK AUH  2035 – 0010 (7.00 ช.ม) เชิญเพลิดเพลินกับจอทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง พร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน
เวลา อาบู ดาบี (Abu Dhabi) – คาซาบลังกา (Casablanca) – ราบัต(Rabat)
00:10 น. ถึง สนามบินอาบู ดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ พักเปลี่ยนอิริยาบถและเปลี่ยนเครื่อง
02:45 น. ออกเดินทางต่อสู่ เมืองคาซาบลังกา สายการบินเอทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบิน EY 613 0230 AUH CMN 0230 - 0740  บินต่ออีกประมาณ 9.10 ชั่วโมง (รวมเวลาบิน และเปลี่ยนเครื่อง 18.30 ชม.)
08:35 น. ถึงสนามบิน เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมรอคโค  (เวลาท้องถิ่นในประเทศโมรอคโคช้ากว่าประเทศไทย 6 - 7 ช.ม.)  หลังผ่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร พบมัคคุเทศก์ท้องถิ่นแล้ว
ท่านสู่เมือง คาซาบลังก้า  คำว่า 'คาซา' แปลว่า บ้าน และ 'บลังก้า' แปลว่า สีขาว คาซาบลังก้า เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า 'ราชอาณาจักรโมรอคโค' ด้วยซ้ำเพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้วยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมรอคโคที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน ชมเมืองคาซาบลังก้า ผ่านย่านธุรกิจสำคัญ จัตุรัสสหประชาชาติ ผ่านชมย่านบ้านพักตากอากาศและวิวทิวทัศน์ริมมหาสมุทรแอตแลนติคซึ่งเป็นย่านที่เศรษฐีและผู้มีฐานะทางสังคมนิยมมาอยู่กันรวมถึงกษัตริย์ซาอุดิอารเบียก็มาสร้างพระราชวังไว้ที่เมืองคาซาบลังก้าแห่งนี้พร้อมทั้งมีมัสยิดและหอสมุดส่วนพระองค์  นำท่านชม บริเวณภายนอกของ สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง สามารถจุผู้คนที่เข้าร่วมพิธีทางศาสนาอิสลามได้ร่วม 80,000 คน โดยแยกเป็นภายในสุเหร่า 25,000 คน  ภายนอกสุเหร่าอีก 55,000 คน  ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
เดินทางสู่เมืองราบัต (Rabat) เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมรอคโค (ระยะทาง 94 กม.เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชม.) นำท่าน ชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 พระอัยกา(ปู่) ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183x139 เมตร  นำท่านชม ป้อมอูดายา (Oudayas Fortress) ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ เป็นป้อมที่สเปนสร้างขึ้นเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมรอคโค ด้านในมีสวนดอกไม้แบบสเปน และเป็น เมดิน่า หรือชุมชนชาวเมืองซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า-ขาว บรรยากาศริมทะเลคล้ายเมืองซานโตรินี นับเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สำคัญของโมรอคโคในอดีตใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกรานทั้งจากประเทศที่ล่าอาณานิคมและในยุคที่โจรสลัดชุกชุม 
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า
เวลา ราบัต (Rabat) - แทนเจียร์ (Tangier) – เชฟชาอูน (Chefchaouen)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม 
นำท่านเดินทางสู่เมืองแทนเจียร์ (Tangier) เป็นเมืองริมชายฝั่ง และเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโมร็อกโก และอยู่ทางตอนใต้ของ “ช่องแคบยิบรอลตาร์” ปัจจุบันเมืองท่าแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของโมร็อกโคอีกด้วย นอกจากนี้แล้วเมืองแทนเจียร์ยังเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ อีกทั้งรอบ ๆ ตัวเมืองยังมีความโดดเด่นด้วยทัศนียภาพที่สวยงาม รวมไปถึงหาดทรายและผู้คนที่แสนจะเป็นมิตร ชมวิวช่องแคบยิบรอลต้า ที่คั่นแบ่งระหว่างทวีปยุโรป และ ทวีปแอฟริกา ตามตำนานเล่าว่า เป็นเพราะเทพเฮอร์คิวลิส ที่ต้องการเดินทางผ่านไปยังสุดขอบตะวันตกจึงยกแผ่นหินออกทำให้เกิดช่องแคบยิบรอลต้าขึ้น จากนั้นนำชม แกรนด์ ซัคโค (Grand Socco) หรือที่รู้จักกันว่า "บิ๊กสแควร์" จัตุรัสที่รายล้อมไปด้วยเขตเมืองเก่า หรือย่านเมดินา ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของเมืองแทนเจียร์ อีกทั้งยังถือว่าเป็นตลาดหลักของเมืองอีกด้วย
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเดินทางต่อ สู่ นครสีฟ้า  เชฟชาอูน (Chefchaouen)  เมืองที่ได้ชื่อว่า “ มนต์เสน่ห์แห่งโมร็อกโค “ แม้ว่าโมรอคโคจะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา แต่เพราะการที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติก จึงทำให้ภูมิอากาศของประเทศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนคล้ายตอนใต้ของอิตาลีและ สเปน เมืองเชฟชาอูน (Chefchaouen) เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ในหุบเขาริฟ (Rif Mountain หรือ Er-Rif) ประวัติความเป็นมาของเมืองนั้นยาวนานกว่า 540 ปี ในอดีตก่อนที่โมรอคโคจะได้รับเสรีภาพในการปกครองประเทศทั้งหมดในปี 1956 เมืองเชฟชาอูนเคยอยู่ใต้การปกครองของสเปนมาก่อน และจนบัดนี้ประชากรที่มีประมาณ 40,000 คน ก็ยังคงใช้ภาษาสเปนกันอย่างแพร่หลาย อากาศบริสุทธิ์และความสะอาดของเมืองเชฟชาอูนได้สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้ามาจากการตระเวนเที่ยวที่เมืองอื่นหายเหนื่อยได้ สำหรับท่านที่ชื่นชอบในสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโค  ไม่ควรพลาดเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ที่บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้าและสีขาว ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนมิรู้ลืมนำท่านเดินชมเมืองเชฟชาอูน   เมืองที่ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสีฟ้าและสีขาว โดยเฉพาะสีฟ้า นั่นก็เพราะว่าเชฟชาอูนเป็นเมืองที่บ้านเรือนเกือบทุกหลังเป็นสีขาว และมีครึ่งล่างไปจนถึงบริเวณถนน บันได และทางเดิน เป็นสีฟ้าสดใสเหมือนวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆ ประกอบกับอากาศบริสุทธิ์และความสะอาดของเมืองได้สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้ามาจากการตระเวนเที่ยวที่เมืองอื่นหายเหนื่อยได้ สำหรับท่านที่ชื่นชอบในสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโค  ไม่ควรพลาดเมืองเล็ก ๆ ที่บ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้าและสีขาว แห่งนี้ทีเดียว
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
ที่พัก  HOTEL หรือเทียบเท่า
เวลา เชฟชาอูน(Chefchaouen) – เมคเนส (Meknes) – เฟส (Fes)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม       
นำท่านออกเดินทางสู่เมือง เมคเนส (Meknes) (ระยะทาง 195 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชม.)  แวะชม เมืองโบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปี ค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต อดีตเมืองโบราณแห่งจักรวรรดิโรมันแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งในยุคศตวรรษที่ 3 และล่มสลายถูกปล่อยเป็นเมืองร้างในศตวรรษที่ 11 เมืองโรมันโบราณแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1997  ผ่านชมเมืองมูเล่ ไอดริส (Moulay Idriss) เมืองโรมันโบราณเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิของชาวมุสลิมในโมรอคโค ทุกๆ ปี ช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน จะมีเหล่านักจาริกแสวงบุญมาเยือนเมืองแห่งนี้เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาเปรียบได้กับเมืองเมกกะของประเทศซาอุดิอารเบีย เมคเนส (Meknes) หนึ่งในเมืองมรดกโลกรับรองโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ.1996 อดีตเมืองหลวงในสมัยสุลต่าน มูเล อิสมาอิล (Mouley Ismail)  แห่งราชวงศ์อะลาวิท (Alawite Dynasty)  ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามในช่วงศตวรรษที่ 17 ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมกเนสจึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ  มีกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู แวะชม ประตูบับมันซู (Bab Mansour Monumental Gate) เป็นประตูที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุด ตกแต่งด้วยโมเสคและกระเบื้องสีเขียวสดบนผนังสีแสด
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
จากนั้นเดินทางสู่ เมืองเฟส (Fes) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟซึ่งเฟสเป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและมีเสน่ห์อันน่าประทับใจนำท่านเดินทางสู่ เมืองเฟส (Fes) (ระยะทาง 82 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1ชม.) เมืองหลวงเก่าในศ.ต. ที่ 8 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นเมืองสำคัญทางด้านศาสนาตั้งแต่ยุค ศตวรรษ ที่ 8  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมรอคโค นำท่านถ่ายรูปที่จุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน ต่อด้วยชมประตูพระราชวังหลวงแห่งเฟส (The Royal Palace) ประตูทางเข้าพระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและสง่างาม เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมรอคโค บริเวณใกล้เคียงพระราชวังเคยเป็นที่อยู่ของชุมชนชาวยิวที่ทำรายได้ให้แก่ราชวงศ์ เพราะชาวยิวฉลาดทำการค้าเก่ง เป็นพ่อค้าผูกขาดการค้าเกลือ แต่ปัจจุบันชาวยิวส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา(ประเทศอิสราเอล) คงเหลือประชากรชาวยิวอยู่ไม่มากนัก  จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่เขาวงกตอันซับซ้อนแห่งเมดินาเมืองเฟส  ผ่านประตู Bab Bou Jeloud ที่สร้างตั้งแต่ปี 1913  ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง เดินผ่านเข้าไปในเขตเมดิน่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้าวปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆนาๆ ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 9,400 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ทองแดง จะมีร้านค้าเล็ก ๆ ที่หน้าร้านจะมีหม้อ กะทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ (Souk El Attarine) ท่านจะได้สัมผัสทั้งรูป รสและกลิ่นในย่านเครื่องเทศที่มีการจัดเรียงสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามระหว่างที่เดินตามทางในเมดิน่าท่านจะได้พบกับน้ำพุธรรมชาติ(Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด  นอกจากนี้ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆอยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆในเขตเมืองเก่าบางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้าจะเห็นได้ก็เฉพาะตาดำอันคมกริบเท่านั้น  แวะชมสุสานของกษัตริย์ มูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมรอคโคถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยชายชาวมุสลิมจะมาขอพรก่อนการเข้าสุหนัตและหญิงสาวชาวมุสลิมมักจะมาขอพรเพื่อให้ได้บุตร  ชมสุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque)ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น) ชมย่านเครื่องหนังและแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณประจำเมืองเฟส (Chouara Tannery) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟส ถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก้  เมืองเฟส จึงเป็นสถานที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอย่างยิ่ง
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร 
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า
เวลา เฟส (Fes) – อิเฟรน (Ifrane) – มิเดลท์ (Midelt)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านข้าสู่เมืองเก่าเฟส ชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (Merdersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต ชมร้านทองเหลือง ซึ่งช่างฝีมือที่ทำทองเหลืองเป็นช่างที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หลายชั่วอายุคน ในอดีตช่างฝีมือ และ ช่างหัตถกรรมเหล่านี้ ได้สร้างสรรค์ผลงานอันวิจิตรงดงาม  ในแคว้น อัล อันดาลูซ ประเทศสเปน เมื่อครั้งที่ชาวโมรอคคันเบอร์เบอร์ปกครองแคว้น อัล อันดาลูซ ของสเปน และชมการผลิตโมเสค และเครื่องใช้ที่ทำจากเซรามิค  โดยเฉพาะการปูกระเบื้องโมเสคที่ตัดและจัดลวดลายที่ละชิ้นหรือที่เรียกว่า ซิลลิจ  ได้อย่างลงตัว
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
นำท่านเดินทางสู่ เมืองอิเฟรน (Ifrane)  (ระยะทาง 70 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.20 ชม.) อิเฟรน (Ifrane) เป็นเมืองพักตากอากาศบนความสูงกว่า 1,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างเมืองขึ้นในบริเวณนี้ ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน บ้างก็เรียกเมืองอิเฟรนว่า “เจนีวาแห่งโมรอคโค” หรือ “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมรอคโค” บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้ และทะเลสาบสวยงาม นำท่านเดินเล่นภายในเมืองและเก็บภาพบรรายากาศอันสวยงามอีกแห่งของโมรอคโค ถ่ายรูปกับอนุสรณ์สิงห์โตหิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสิงห์โตตัวสุดท้ายที่ถูกล่าจนหมดไปจากเทือกเขาแห่งนี้  เพลิดเพลินไปกับการเดินเล่นในเมืองเล็ก ๆ ที่มีอากาศบริสุทธิ์ และธรรมชาติอันน่าประทับใจ ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางสู่เมืองมิเดลท์ (Midelt) (ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 2 ช.ม.) เป็นจุดแวะพักของนักผจญภัย ที่ชอบความท้าทายในการเดินเขาที่มีบรรยากาศแห้งแล้ง ของทะเลทรายซาฮาร่า ผ่านภูมิประเทศที่เขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ ป่าสนซีดาร์  บางช่วงต้นไม้เป็นพุ่มเตี้ยแปลกตา บางช่วงเป็นพื้นราบทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ที่มีทิวเขาเป็นฉากหลัง อันงดงาม
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า​ เต็นท์ หรือโรงแรม ในเมอร์ซูก้า (พักเต็นท์ ในกรณีที่โรงแรมในทะเลทรายเต็ม)
เวลา มิเดลท์(Midelt) – แอร์ฟูด์ (Erfoud)– เมอร์ซูก้า(Merzouga)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม       
นำท่านเดินทางสู่เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) เดินทางข้ามเขา มิดเดิล แอตลาส (Middle Atlas) ผ่านเส้นทางความสูง 3,090 เมตร ปกคลุมด้วยหิมะ และต้นสนขนาดใหญ่ ผ่านแนวเขาที่มีรูปร่างแปลกตา และสวยงาม ซึ่งเกิดจากกัดกร่อนของแรงลมตามธรรมชาติ ทำให้หุบเขาบริเวณนี้มีรูปร่างต่างๆ มีลักษณะเป็นแคนย่อน จนบางครั้ง นักท่องเที่ยวชมว่า  สวยงามกว่าแกรนด์ แคนย่อนของอเมริกา ผ่านเมืองเออราชิดิยา (Erachidia) เมืองที่มีแหล่งโอเอซิสที่ใหญ่และสำคัญ  และเป็นเมืองซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโมรอคโค มีพรมแดนติดกับประเทศ แอลจีเรีย เดินทางสู่เมืองเอร์ฟูด์ (Erfoud) เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางของกองคาราวานพ่อค้าที่เดินทางมาจากทางตะวันออกกลางอย่างเช่นซาอุดิอารเบียและซูดานในแอฟริกา
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
นำท่านชมโรงงานที่ตัดภูเขาเพื่อนำเอาหินซึ่งมีซากฟอสซิล มาผลิตเป็นเครื่องใช้ ในอดีตเมื่อประมาณ 350 ล้านปีก่อน  ดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเล ต่อมาเมื่อแผ่นดินผุดขึ้นมา จึงเกิดซากฟอสซิลขึ้นมากมาย
นำท่านพร้อมสัมภาระ(ใบเล็ก) เดินทางโดยรถ 4x4 (4WD) เข้าสู่ทะลทรายซาฮาร่า เมอร์ซูก้า (Merzouga) (ระยะทาง 54 ก.ม. ใช้เวลา 45 นาที) ผ่านภูเขาหิน ที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิล ของหอย และ แมงกะพรุนโบราณ (รถ 4 WD  นั่งคันละ 4 – 5  ท่าน)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร 
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า
เวลา มอร์ซูก้า (Merzouga) - ทินเฮียร์ (Tinerhir) – ทอดร้ากอร์จ(Todra Gorge)- วอซาเซท(Ouarzazate)
เช้าตู่ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนำท่านขี่อูฐชมเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า (ขี่อูฐ ท่านละ 1 ตัว)
ทะเลทรายซาฮาร่า (SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าอเมริกาทั้งประเทศ) และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า  จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเนินทราย ซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม น่าประทับใจ   ได้เวลานำท่านขี่อูฐกลับสู่โรงแรมที่พัก
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม       
นำคณะนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4x4 (4WD) ออกจากทะเลทรายซาฮาร่า มุ่งหน้าสู่เมืองเอร์ฟูด์(Erfoud) เพื่อเปลี่ยนเป็นรถโค้ช เดินทางสู่เมืองทินเฮียร์ แวะชมโอเอซิส Tinerhir ซึ่งเป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำ หรือ ลำธารน้ำ ซึ่งใช้ในการปลูก ต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์ โอเอซิสแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากเมืองวอซาเซท ผ่านหุบเขาดาเดดส์ (Dades) ซึ่งเป็นแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ สวยงาม จากนั้นเดินทางสู่ทอดร้ากอร์จ (Todra Gorge) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ทั้งสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำโทดร้า ถือว่าเป็นโกรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมรอคโค ชมความงดงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส โดยมี ลำน้ำใส ๆ ที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตา สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเสี่ยงภัย
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
เดินทางสู่เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) เคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองที่ถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว – ฤดูใบไม้ผลิ (พ.ย.– เม.ย.)) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขา  แอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว  วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันตก สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบรสชาติของความเป็นทางใต้ ณ แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน ก่อนถึงเมืองซอซาเซท แวะชมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกุหลาบที่เมือง มากูน่า (M’Gouna) (เทศกาลกุหลาบจะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤษภาคม)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร 
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า
เวลา วอซาเซท(Ouarzazate) – มาราเกช (Marakech)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม       
นำชมป้อมทาอูเริท (Kasbah Taourirt) พระราชวังของผู้ปกครองมาราเกซ ตระกูล กลาวี (Glaoui Palace) เป็นป้อม ดิน หรือ วังที่สร้างจากดิน ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องหับต่างๆจำนวนมากรวมถึงฮาเร็ม และที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยทางเล็กๆอยู่ภายใน ในห้องต่าง ๆ ยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง ในป้อมทาอูเริทนี้ในอดีตมีคนงานและคนรับใช้จำนวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจำนวนมาก มีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง บางห้องก็ว่างเปล่า ยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมด  จากนั้นเดินทางสู่เมืองไอท์ เบนฮาดดู (Ait Benhaddou) ชมเมืองไอท์ เบนฮาดดู เป็นเมืองที่อาคารต่าง ๆสร้างจากดิน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมดินที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของโมรอคโค คือป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia , Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
เดินทางสู่เมืองมาราเกช (Marakesh) โดยข้ามส่วนที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอตลาส ระหว่างทาง แวะถ่ายภาพทิวเขาและภาพถนนที่คดเคี้ยวบนเทือกเขาแอตลาส แวะชมสหกรณ์แม่บ้านเบอร์เบอร์ ซึ่งเป็นแหล่งผิลต น้ำมันอาร์กัน (Argan Oil) ให้ท่านได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาร์กันที่มีเชื่อเสียงอันที่รู้จักไปทั่วโลก จากนั้นเดินทางต่อสู่เมือง มาราเกช (Marakesh) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆที่นำสินค้าจากทางตอนใต้ ไปขายยังยุโรป และ นำสินค้าจากทางเหนือ ผ่านเทือกเขา ไฮแลตลาส ไปยังทะเลทราย ซาฮาร่า ไปยังตอนใต้ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงหลายราชวงส์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วงศ.ต.ที่ 11  ราชวงศ์อัลโมฮัด และ ราชวงศ์ซาเตียน  ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้ นำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง Djemaa El Fnaa Square ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวา ที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร 
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า
เวลา มาราเกช (Marakech) – เอซาเวร่า (Essaouira)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม       
นำท่านไปชมสวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อน  ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้ที่สดใส ฉูดฉาด เช่นสีน้ำเงิน และสีส้ม เป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมการจัดวางพรรณไม้อันหลากหลาย แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงามและลงตัวนำท่านชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต  สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น สร้างขึ้นและตั้งชื่อวังตามชื่อของภรรยาคือ นางบาเฮีย ซี่งมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นที่รักใคร่ยิ่งของท่านมหาอำมาตย์ พระราชวังแห่งนี้มีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) บนเพดานและบานประตูมีการวาดลายโดยใช้สีธรรมชาติบนไม้สนซีดาร์ และผนังประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก ชมสวนในบ้านซึ่งเป็นสไตล์ริยาด (Riad) ประกอบไปด้วยลานกลางบ้าน ซึ่งประดับด้วยน้ำพุ และสวนไม้ดอก ไม้ประดับ ตามสไตล์การแต่งบ้านแบบโมรอคโค
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
นำท่านเดินทางสู่เมืองมรดกโลก เอซาเวร่า (Essaouira) คำว่า เอซาเวร่า หมายถึงรูปภาพ ไม่ว่าจะถ่ายจากมุมไหนๆ ภาพที่ได้มานั้นจะออกมาสวยอย่างไม่มีที่ติ เอซาเวร่า เป็นเมืองเล็กๆ ริมขอบมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีเสน่ห์อย่างเป็นเอกลักษณ์ ในเขตเมืองเก่า (เมดิน่า) มีกำแพงเมืองเก่าขนาดหนาซ้อนกัน 2 ชั้น ที่ใช้ป้องกันพายุหน้าร้อนที่พัดมาประจำทุกปีบ้านเรือนและร้านค้าภายในเขตกำแพงเมืองทำด้วยปูนสีขาวกลมกลืนไปกับประตูสีฟ้าสถาปัตยกรรมเหล่านี้ถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมอันหลากหลาย ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นแหล่งที่อยู่ของพ่อค้าชาวยิวและชาวยิวกลุ่มนี้เองที่เคยเปลี่ยนเมืองนี้เป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของโมรอคโคในศตวรรษที่ 17 และ 18 ชมพระอาทิตย์ตก ณ.ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ ป้อมปราการเมือง Skala de laville ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเมือง สวนบนป้อมมีปืนใหญ่วางเรียงรายอยู่เป็นแนวแถว และในอดีตส่วนล่างของป้อมใช้เป็นคลังเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ โรงม้าศึกที่ใช้ในการสงคราม
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร 
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า
เวลา เอซาเวร่า (Essaouira)– เอล จาดีด้า (El Jadida) คาซาบลังกา(Casablanca)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม       
นำเดินทางสู่เมืองเอล จาดีด้า เดิมชื่อ มาซากัน (Mazagan) เป็นภาษาโปรตุเกส  เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนอ่าวชายฝั่งทะเลแอตแลนติค เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโมรอคโคที่ทำการค้ากับชาวฟินีเชียน ต่อมาปี ค.ศ. 1502  ชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่งที่นี่และได้สร้างป้อมปราการ เรียกว่า El Brijia El Jaida  หลังจากมีการสร้างเมืองขึ้นในปี ค.ศ. 1506 ได้เรียกเมืองว่ามาซากัน ซึ่งกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของชาวโปรตุเกส ในปี ค.ศ.1562 ป้อมถูกโจมตีโดยโดยชาวอาหรับหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ระหว่างค.ศ.1580 - 1640 ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวสเปน และกลับมาถูกปกครองโดยชาวโปรตุเกสอีกครั้ง ชมสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนอิทธิพลระหว่างวัฒนธรรมยุโรปและโมรอคโค ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 2004
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
นำชมอ่างเก็บน้ำใต้ดินที่ใช้หล่อเลี้ยงผู้คนในเมืองเอล จาดีด้า และเมืองนี้ยังมีท่าเรือที่ป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจหาดินแดนใหม่ ๆ โดยได้เดินทางไปสำรวจยังประเทศบราซิลในอเมริกาใต้ และสำรวจมาถึงประเทศอินเดีย อีกด้วยเดินทางสู่ 'คาซาบลังก้า'  (ระยะทาง 95 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.40 ชม.) อิสระให้ท่านช้อปปิ้งที่ห้าง Morocco Mall เป็นห้างที่บรรดาไฮโซ และเศรษฐี ในคาซาบลังก้า  นิยมมาจับจ่าย ซื้อสินค้าแบรนด์ดัง
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร 
ที่พัก HOTEL หรือเทียบเท่า

 

วันที่ 11 คาซาบลังกา(Casablanca) – (Abu Dhabi) – กรุงเทพฯ (Bangkok)
เวลา คาซาบลังกา(Casablanca) – (Abu Dhabi) – กรุงเทพฯ (Bangkok)
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
07:00 น. นำท่านเดินทางสู่สนามบินโมฮัมเหม็ดที่ 6 เมือง คาซาบลังกา
10:30 น. ออกเดินทางสู่อาบูดาบี (Abu Dhabi)  โดยสายการบินอิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่ EY 612 CMN AUH 1035-2210 (7.35 ชม.)
22:10 น. ถึงสนามบินอาบู ดาบี , สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์  พักเปลี่ยนอริยาบถและเปลี่ยนเครื่อง
23:50 น. เดินทางต่อสู่เมืองไทย โดยสายการบิน อิทิฮัด แอร์เวย์ส เที่ยวบินที่  EY 406   AUH BKK 2350 – 0905  (6.15 ชม.)

 

วันที่ 12 กรุงเทพฯ (Bangkok)
เวลา กรุงเทพฯ (Bangkok)
09:05 น. คณะเดินทางกลับถึง สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพ