โปรแกรมท่องเที่ยว

ทัวร์จอร์แดน Jordan & Israel The Holy Land

  • รหัสโปรแกรม : B2JD-EK1187
  • สายการบิน : Emirates
  • เดินทางช่วง : กันยายน 2562
  • ระยะเวลา : 7 วัน 4 คืน
ทัวร์จอร์แดน Jordan & Israel The Holy Land ทัวร์จอร์แดน Jordan & Israel The Holy Land
Highlights

- เที่ยวชมความงามของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Land) จอร์แดน-อิสราเอล
- ชม 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ นครเพตรา (Petra) มหานครสีดอกกุหลาบ สนุกกับการ
- ลอยตัวในทะเลเดดซี (Dead Sea) ทะเลที่ขึ้นชื่อว่าเค็มที่สุดในโลก
- เมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ซึ่งเป็นดินแดนที่เก่าแก่ เป็นที่ประสูติของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ
- เยือนเยรูซาเลม (Jerusalem) เมืองต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์ และเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
- ชมกำแพงร้องไห้ ซึ่งชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
- พักโรงแรม รีสอร์ท 4 ดาว บริเวณทะเลเดดซี

SHARE
PERIOD

วันเดินทางและราคา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่นั่งว่าง หรือจองผ่านเจ้าหน้าที่ โทร. 02-276-9898, 082-327-3388, 082-327-3399

เริ่มต้นที่
฿55,900/per
วันเดินทางไป-กลับ Group ผู้ใหญ่ เด็กมีเตียง เด็กไม่มีเตียง INF พักเดี่ยว Visa
จอง 9 ก.ย. - 15 ก.ย. 2562 35 55,900.- 55,900.- 55,900.- 0.- 6,500.- -
จอง 23 ก.ย. - 29 ก.ย. 2562 35 55,900.- 55,900.- 55,900.- 0.- 6,500.- -

รายละเอียดโปรแกรมเดินทาง

เวลา กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ 
23:00 น. คณะพร้อมกัน ณ ท่าอากาศยาน สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 9 เคาน์เตอร์ T สายการบินเอมิเรตส์ โดยมีเจ้าหน้าที่ คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก
เวลา ดูไบ – อัมมาน -  มาดาบา – ภูเขาเนโบ - เพตรา    
01:35 น. ออกเดินทางสู่ นครดูไบด้วยเที่ยวบิน EK385
04:45 น. เดินทางถึงกรุงดูไบ รอเปลี่ยนเครื่อง
07:30 น. ออกเดินทางสู่กรุงอัมมาน ด้วยเที่ยวบิน EK901
09:35 น. ถึงสนามบินนานาชาติ Queen Alia กรุงอัมมาน (Amman)ประเทศจอร์แดน (Jordan) ผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั๋วโมง) นำท่านเดินทางสู่เมืองมาดาบา (Madaba) หรือเมืองแห่งโมเสก ชมโบสถ์กรีก-ออโธดอกซ์แห่งเซนต์จอร์จ (Greek Orthodox Church of St. George) ถูกสร้างในราวปี ค.ศ. 600 ยุคของไบแซนไทน์ ชมภาพแผนที่ดินแดนศักดิสิทธิ์แห่งเยรูซาเลม ตกแต่งโดยโมเสกสีต่างๆ ประมาณ 2.3 ล้านชิ้นแสดงถึงพื้นที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน, เยรูซาเล็ม, แม่น้ำจอร์แดน, ทะเลเดดซี, เขาไซนาย, อียิปต์ ฯลฯ
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
นำท่านเดินทางขึ้นชมภูเขาเนโบ (Mount Nebo) ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนเขาซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของโมเสส ผู้นำชาวยิวที่นำพาชาวยิวเดินทางจากอิยิปต์มายังเยรูซาเลม ชมโบสถ์อนุสรณ์โมเสส (The Moes Memorial Church) ภายในโบสถ์ประกอบไปด้วยภาพโมเสกสีบนพื้นโบสถ์อันล้าค่า แสดงถึงภาพชีวิตสัมพันธ์ระหว่างคน, สัตว์ และธรรมชาติ, รูปคน ฯลฯ และยังมีแท่นพิธี ม้านั่ง ตามรูปแบบของศาสนาคริสต์ไว้ประกอบพิธีต่าง ๆ และอนุญาตให้ใช้ในปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 2000 โป๊ป จอห์น ปอลที่ 2 เสด็จมาแสวงบุญที่นี่และได้ประกาศให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นชมอนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธ์แห่งโมเสส (The Serpentine Cross sculpture) ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้เท้าในรูปแบบไม้กางเขน โดยอุทิศเป็นสัญลักษณ์ของโมเสส และพระเยซู ถ่ายรูป ณ จุดชมวิว โดยในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ท่านสามารถมองเห็น แม่น้าจอร์แดน, ทะเลเดดซี, เมืองเบธเลเฮม และประเทศอิสราเอล ได้จากจุดนี้อย่างชัดเจน จากนั้นนำท่านสู่เมือง เครัค (Kerak) ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงขนาดใหญ่ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันงดงามข้างทาง ระหว่างทางขึ้นสู่เขาโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกเรียกขานกันว่าเป็นแกรนด์แคนยอนแห่งจอร์แดน จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเพตรา (Petra) เมืองเพตรา มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือ Rose City ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกปี ค.ศ. 1985 และ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของแห่งโลกใหม่ (New 7 Wonders of the World) จากการตัดสินโดยการโหวตจากบุคคลนับล้านทั่วโลกในวันมหัศจรรย์ 07/ 07/ 07  มหานครสีดอกกุหลาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาวาดี มูซา (Wadi Musa Valley) หรือหุบเขาแห่งโมเสส ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล โดยชาวนาบาเทียน (Nabataeans) และได้กลายมาเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตลาด ซื้อสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ที่ต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบ เห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355 และนำไปเขียนในหนังสือชื่อ “TRAVEL IN SYRIA” จนทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม 
พี่พัก GRAND VIEW PETRA   หรือเทียบเท่า
เวลา เพตรา - ทะเลเดดซี
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านชมเมืองเพตรา (Petra)  ให้ท่านได้ขี่ม้าระยะทางประมาณ 800 เมตร บนถนนทรายเพื่อตรงเข้าสู่หน้าเมือง **ไม่รวมค่าทิปขี่ม้า โดยประมาณ 3 USD** (ไม่รวมค่าขี่ลา, ขี่อูฐ, รถม้าลาก สนในกรุณาติดต่อที่หัวหน้าทัวร์) จากนั้นเดินเท้ากับเส้นทางมหัศจรรย์กว่า 1.5 กิโลเมตร ที่เกิดจากการแยกตัวของเปลือกโลกและการซัดเซาะของน้ำเมื่อหลายล้านปีก่อน เดินชมความสวยงามของผาหินสีชมพูสูงชันทั้ง 2 ข้างทาง จนพบกับความสวยงามของ มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ เอล คาซเนท์ (Al-Khazneh หรือ The Treasury) ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในศตวรรษที่ 1-2 เป็นวิหารที่แกะสลักโดยเจาะเข้าไปในภูเขาสีชมพูทั้งลูก มีความสูง 40 เมตร และ มีความกว้าง 28 เมตร วิหารแห่งนี้ได้ถูกออกแบบโดยได้รับอิทธิพลศิลปะของหลายชาติเข้าด้วยกัน เช่น อิยิปต์, กรีก, นาบาเทียน ฯลฯ เดิมทีถูกเชื่อว่าเป็นที่เก็บขุมทรัพย์สมบัติของฟาโรห์อิยิปต์ นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้ลงความเห็นตรงกันว่า น่าจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับผู้ปกครองเมือง, ใช้เป็นสถานที่ทำพิธีกรรมทางศาสนา
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ทะเลเดดซี (Dead Sea) ซึ่งเป็นทะเลที่ถูกบันทึกลงใน กินเนสส์บุ๊ค ว่า เป็นจุดที่ต่ำที่สุดในโลก มีความต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร และ มีความเค็มที่สุดในโลกมากกว่า 20 เปอร์เซนต์ของน้ำทะเลทั่วไป ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยอาศัยอยู่ได้ในท้องทะเลแห่งนี้ ให้ท่านอิสระในการลงเล่นน้ำทะเล และ พิสูจน์ความจริงว่าสามารถลอยตัวได้จริงหรือไม่ (การลงเล่นน้ำในทะเลมีวิธีขั้นตอนการลงเล่น และข้อควรระวังต่างๆ ควรฟังคำแนะนำจากมัคคุเทศก์ท้องถิ่น)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พี่พัก RAMADA HOTEL   หรือเทียบเท่า
เวลา อัมมาน - Allenby Bridge – นาซาเร็ธ – ไฮฟา – เทล อาวีฟ     
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางไปยังด่านที่ตั้งอยู่ที่ชายแดนระหว่างประเทศจอร์แดนและประเทศอิสราเอล (Israel) โดยจะต้องตรวจเอกสารเพื่อที่จะข้ามประเทศไปยังประเทศอิสราเอล โดยข้ามประเทศได้โดยใช้สะพาน Allenby Bridge ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ และเมื่อข้ามไปยังประเทศอิสราเอลแล้วท่านจะต้องผ่านการตรวจเอกสารอีกรอบเพื่อยืนยันในการเข้าประเทศ จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยังเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างภูเขาที่รวมตัวกันเป็นจุดใต้สุดของเทือกเขาเลบานอนแคว้นกาลิลี เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของพระเยซูคริสต์และเป็นสถานที่ในการเดินทางแสวงบุญของชาวคริสต์
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านชมมหาวิหารแห่งการประกาศข่าว (Basilica of the Annunciation) ซึ่งถูกสร้างไว้ตรงบ้านพระนางมารีอา เป็นสถานที่ซึ่งนางมารีได้รับแจ้งจากทูตสวรรค์ว่าพระนางจะให้กำเนิดพระเยซู หลังจากนั้นนำท่านเดินต่อไปยังบ่อน้ำที่มีอายุนานกว่า 2,000 ปี เป็นสถานที่ที่พระนางมารีได้เคยมาตักน้ำจากแห่งนี้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังหมู่บ้านคานา (Cana Village) เป็นหมู่บ้านที่ซึ่งพระเยซูทรงแสดงอัศจรรย์เป็นครั้งแรกในงานแต่งงาน ซึ่งมีพระแม่มารีมาร่วมงานด้วย โดยทรงทำน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น เนื่องจากเหล้าองุ่นไม่พอที่จะเลี้ยงแขกที่มาในงาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมืองไฮฟา (Haifa) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาคาร์เมล (Mt.Carmel) ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของเขตไฮฟาที่อยู่ทางด้านเหนือและอยู่ติดกับริมทะเล เป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม เป็นเมืองอันดับที่สามของประเทศ เป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของอิสราเอล มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 270,000 คน ซึ่งผสมผสานกันระหว่างพวกยิวและอาหรับ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบาไฮเวิลด์เซ็นเตอร์ ที่ถูกสร้างเป็นสวนที่สวยงามด้วยงบประมาณ 50 ล้านดอลล่าร์และยังได้ถูกจัดให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 2008 จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองเทล อาวีฟ (Tel Aviv) ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศอิสราเอล มีประชากรอาศัยอยุ่ประมาณ 405,000 คน ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ พาณิชย์และการท่องเที่ยว เมืองเทลอาวีฟ ยังมีอีกชื่อนึงว่า เทล อาวีฟ-จัฟฟา เมืองนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1909 บนเขตพื้นที่รอบนอกของเมืองท่าโบราณจัฟฟา (Jaffa) ความเจริญของเทลอาวีฟได้ก้าวไปไกลกว่าเมืองจัฟฟาที่ในตอนนั้นเป็นของอาหรับอยู่ จนเทลอาวีฟและจัฟฟาถูกรวมเป็นเมืองเดียวกันในปี ค.ศ. 1950 สองปีหลังจากการก่อตั้งรัฐอิสราเอล นครสีขาวแห่งเทลอาวีฟได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 2003 ถือเป็นการรวมกลุ่มอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม
พี่พัก LEONARDO HOTEL  หรือเทียบเท่า
เวลา เมืองเก่าจัฟฟา – เบธเลเฮม – เยรูซาเลม – ย่านเมืองเก่า - ถนนเวีย โดโลโรซ่า
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านออกเดินทางไปชมเมืองเก่าจัฟฟา (Old Jaffa) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่เก่าแก่ อายุกว่า 3,000 ปี ชื่อเดิมของเมืองนี้คือ ยาโฟ (Yafo) ในภาษาฮิบรูว์ แปลว่า สวยงาม ในประวัติศาสตร์เมืองนี้ถูกครอบครองมาหลายยุคหลายสมัยปัจจุบันรัฐอิสราเอลได้อนุรักษ์เมืองนี้ไว้ แล้วอนุญาตให้ศิลปิน พักอาศัย ทำงานสร้างสรรค์ และขายผลงานของตนเองแก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือน ให้ท่านได้ชมหอนาฬิกา (The Clock Tower) ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเมือง จัฟฟา เป็น 1 ใน 7 ของหอนาฬิกาที่ถูกสร้างโดยพวกออตโตมานที่เข้ามาปกครองในบริเวณนี้ ถูกสร้างขึ้น โดยสุลต่านอับดุล ฮามิด ที่ 2 ในราวปี ค.ศ.1900-1903 ส่วนที่เหลืออีก 6 แห่ง คือที่ ซาเฟ็ด, เอเคอร์, นาซาเรธ, ไฮฟา, นาบลุส และเยรูซาเล็ม ซึ่งทั้งหมดได้เสียหมด บนหอนาฬิกาเรือนนี้ยังใช้งานได้ดี และที่ด้านบนจะมีแผ่นหินสลักเป็นที่ระลึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้เมืองนี้ในปี ค.ศ.1948 จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮม (Bethlehem) ซึ่งเป็นดินแดนที่เก่าแก่ และถูกครอบครองโดยพวกปาเลสไตน์ ตั้งอยู่ห่างจากเยรูซาเล็มทางตอนใต้ ประมาณ 10 กม. มีประชากรราว 30,000 คน ในอดีตเป็นบ้านเกิดของกษัตริย์เดวิด (King David) ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองเยรูซาเล็ม และ เบธเลเฮม เชื่อกันโดยผู้นับถือคริสต์ศาสนาว่าเป็นที่ประสูติของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธ และยังเป็นที่อยู่ของชุมชนคริสเตียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จากนั้นนำท่านเดินทางสู่โบสถ์แห่งการประสูติ (The Church of Nativity) โบสถ์ที่สร้างบนสถานที่ประสูติของพระเยซู ถูกสร้างโดย พระนางเฮเลน่า (Helena) ซึ่งเป็นพระมารดาของจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ เป็นสถานที่ที่ถูกเก็บรักษาให้รอดพ้นจากการถูกทำลายจากผู้ครอบครองของหลายชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งประตูทางเข้าโบสถ์นี้จะเล็กกว่าปกติ และผิดสัดส่วนจากขนาดของตัวอาคาร เพราะว่าภายหลังดินแดนแห่งนี้ถูกครอบครองโดยพวกครูเสดก็ได้มีการต่อเติม และทำประตูให้มีขนาดเล็กลงสำหรับคนต้องก้มเดินเข้าไปได้เพียงคนเดียว เพื่อเป็นการป้องกันมิให้พวกโจรอาหรับขี่ม้าเข้ามาปล้น ภายในโบสถ์มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทางเดินที่ประดับลวดลายของโมเสค และภาพสีน้ำมันตามผนังตลอดจนเพดาน จากนั้นนำท่านเดินทางไปยังทุ่งหญ้าคนเลี้ยงแกะ (Shepherd’s Field) ที่ทูตสวรรค์มาบอกข่าวการประสูติของพระเยซู ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะที่ยากจนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นพวกแรกที่ได้รับข่าวการประสูตินี้
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยังเมืองเยรูซาเลม (Jerusalem) เมืองที่อยู่ร่วมกันอย่างลงตัวทั้งชาวยิว,ชาวมุสลิม และ คริสเตียน ตั้งอยู่บนที่ราบของภูเขายูดาห์ (Judaean Mountains) ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลเดดซี เยรูซาเลมเป็นเมืองที่พระยาห์เวห์ (Yahweh) ทรงเลือกสรรไว้ให้เป็นป้อมแห่งความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียว เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล นำท่านเดินทางสู่เมืองเก่าเยรูซาเลม (Old City) ให้ท่านได้ชมกำแพงร้องไห้ (Wailing Wall) ซึ่งเป็นกำแพงด้านตะวันตกของพระวิหารหลังที่สองที่เหลืออยู่หลังจากถูกพวกโรมันทำลาย ปัจจุบันชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และโดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา จะมีชาวยิวมากมายเดินทางมาสวดมนต์ อธิษฐานร้องไห้คร่ำครวญกับพระเจ้าอย่างเนืองแน่น และจากลานหน้ากำแพงศักดิ์สิทธิ์นี้ จะมีทางเดินเลาะเลียบทางขวาที่ไต่ระดับสูงขึ้นไปสู่ ภูเขาวิหาร (Temple Mount ) อันเป็นที่ตั้งของมหาวิหาร ที่ได้ถูกทำลายไปถึง 2 ครั้ง จะเหลืออยู่ก็แค่บางส่วนของกำแพง ซึ่งในปัจจุบันภูเขาวิหาร เป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธ์ของศาสนาอิสลาม เพราะว่าในช่วงปี ค.ศ. 688 กาหลิบโอมาร์ ที่เป็นผู้นำชาวมุสลิม ได้นิมิตประหลาดว่าภูเขาวิหารนี้เป็นสถานที่ที่ศาสดาโมหะหมัดได้เสด็จสู่สวรรค์ โดยประทับยืนบนก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเชื่อว่าเป็นก้อนหินศักดิ์สิทธิ์ ส่วนชาวคริสต์เชื่อว่า พระเยซูได้ถูกซาตานนำมาประทับบนก้อนหินนี้ เพื่อให้ทอดพระเนตรนครเยรูซาเล็ม ในขณะที่จำศีลอดอาหาร และชาวยิวเชื่อว่า อับราฮัมได้นำลูกชายมาฆ่า เพื่อบูชาพระเจ้าบนก้อนหินก้อนนี้ ต่อมาจึงได้สร้างสุเหร่าไม้ขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ โดยคร่อมก้อนหินศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ ซึ่งเรียกว่า สุเหร่าแห่งโอมาร์ (Mosque of Omar) แต่ปัจจุบันนี้ได้ถูกสร้างเป็นสุเหร่าทรง 8 เหลี่ยมที่มีหลังคาทรงกลม ทำด้วยทองบริสุทธ์ 24 กระรัต โดยได้รับความช่วยเหลือจากกษัตริย์ฮุสเซนแห่งจอร์แดน และมีชื่อเรียกว่า โดมแห่งหินผา (Dome of the Rock) และบริเวณผนังด้านในประดับด้วยโมเสคลวดลายงดงามมาก (ไม่สามารถเข้าไปชมภายในได้ ) จากนั้นนำท่านเดินเท้าไปตามถนนเวีย โดโลโรซ่า (Via Dolorosa) เป็นสถานที่ซึ่งทิ้งร่องรอยสุดท้ายของพระเยซูจากการถูกตรึงไม้กางเขน ซึ่งเป็นเส้นทางที่พระเยซูถูกไต่สวนที่ศาลปรีโทเรีย จนถูกบังคับให้แบกไม้กางเขนไปสู่โกลโกธา (Korakotha Mountain) และตรึงพระองค์ไว้บนไม้กางเขน ตามเส้นทางทั้งหมด 14 แห่ง จากนั้นนำท่านชม สุสานศักดิ์สิทธิ์ (Church of The Holy Sepulcher) ซึ่งในปัจจุบันเป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์ เป็นอุโมงค์ที่สกัดไว้ในศิลาที่ใช้เก็บพระศพของพระเยซูหลังจากเชิญพระศพลงมาจากไม้กางเขน ให้ท่านเดินทางเพื่อบรรลุถึงความทุกข์ทรมานของพระผู้เป็นเจ้า ถนนแห่งประวัติศาตร์นี้มีการค้นพบทางโบราณคดีตลอดหลายศตวรรษ
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม 
พี่พัก LEONARDO TOWER HOTEL   หรือเทียบเท่า
เวลา อนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม – ยอดเขาโอลีฟ – สวนเกทเสมานี – ภูเขาไซออน – สุสานกษัตริย์เดวิด– จอร์แดน - อัมมาน
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านออกเดินทางสู่เมืองอีน คาเร็ม (Ein Karem) ที่มีความหมายว่า น้ำธรรมชาติสำหรับไร่องุ่น อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของเยรูซาเล็ม และเป็นเมืองที่มีความสำคัญรองลงมาจากเบธเลเฮ็ม คือ เมืองที่จอห์นแห่งแบพติสเกิดและนอกจากนั้นก็ยังมีโบสถ์วิหารที่มีความสำคัญหลายแห่งสำหรับผู้ที่เป็นชาว คริสเตียน ให้ท่านได้ชมอนุสรณ์สถานยาด วาเช็ม (Yad Vashem) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงชาวยิวที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามโลก รูปภาพต่างๆ ที่ถ่ายจากค่ายกักกันต่างๆ ในยุโรป แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของทหารนาซี ในความพยายามทำลายล้างเผ่าพันธุ์ของชนชาติยิว ซึ่งเป็นชนชาติของพระเจ้า ทำให้ตระหนักถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่ออับราฮัมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นำท่านเดินทางสู่ ยอดเขาโอลีฟ (Mt. of Olives) ท่านจะได้ชมตัวเมืองเยรูซาเล็มทั้งหมด จากนั้นนำท่านเดินตามเส้นทางที่พระเยซูเสด็จสู่กรุงเยรูซาเล็มในวันปาล์มซันเดย์ ไปยังโบสถ์ปีเตอร์ โนสเตอร์ (Peter Noster Church) เป็นสถานที่พระเยซูทรงสอนให้สาวกรู้จักคำอธิษฐาน “ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย”  นำท่านเดินทางไปยัง สวนเกทเสมานี (Gatsemane) ซึ่งเป็นภาษาฮิบรูว์ แปลว่า ต้นมะกอก บริเวณสวนนี้มีต้นมะกอกเก่าแก่อยู่ 8 ต้น ที่เชื่อกันว่าเป็นรากเดิมของต้นมะกอกในสมัยพระเยซูเจ้า ซึ่งมีอายุประมาณ 2,000 ปี และเป็นสถานที่ที่พระเยซูอธิษฐานกับสาวก ก่อนที่จะถูกพวกทหารโรมันจับตัวไป จากนั้นนำท่านเข้าชมในตัวโบสถ์นานาชาติ (Church of all Nations) ที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระเยซูทรงคุกเข่าอธิษฐาน ก่อนถูกทหารโรมันจับตัวไป
เที่ยง บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร 
หลังจากนั้น นำท่านเดินทางสู่ภูเขาไซออน (Mount Zion) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของภูเขาโอลีฟในเยรูซาเล็ม ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เมืองของเดวิด (City of David) จากนั้นนำท่านไปชม โบสถ์ไก่ขัน (St. Peter in Gallicantu) ซึ่งเป็นภาษาลาติน ในอดีตเป็นบ้านของปุโรหิตคายาฟาส ที่เป็นหัวหน้าสมณะในยุคของพระเยซูที่ถูกตัดสินฯ และเป็นสถานที่ที่ปีเตอร์ปฏิเสธพระเยซูก่อนไก่ขัน 3 ครั้ง (Before the cock crows thrice) จากนั้นนำท่านไปชมสุสานกษัตริย์เดวิด (King David’s Tomb) และ ห้องอาหารมื้อสุดท้าย (Room of Last Supper) ที่พระเยซูทรงร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายกับเหล่า จากนั้นนำท่านข้ามชายแดนไปยังประเทศจอร์แดน (Jordan) เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงอัมมาน (Amman)
ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่สนามบินอัมมาน เพื่อทำการเช็คอิน 
เวลา ดูไบ – กรุงเทพฯ
02:05 น. ออกเดินทางสู่ประเทศไทย โดยเที่ยวบินที่ EK906
06:05 น. ถึงสนามบินดูไบ รอเปลี่ยนเครื่อง
09:40 น. ออกเดินทางสู่ประเทศไทย โดยเที่ยวบินที่ EK372
19:15 น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจมิรู้ลืม
RECOMMENDED

โปรแกรมท่องเที่ยวแนะนำ

คัดสรรคุณภาพทุกโปรแกรม จากประสบการณ์การให้บริการด้านการท่องเที่ยวกว่า 16 ปี

SUBSCRIBE TO OUR MAILING LIST TO NEWS AND PROMOTION

ลงทะเบียนรับจดหมายข่าวเพื่อทราบข่าวสาร โปรแกรมทัวร์ โปรโมชั่นพิเศษ กิจกรรมต่างๆ และข้อเสนอสุดพิเศษจากเรา